เพราะปล่อยตัวเองให้จมอยู่กับความเพ้อฝันบางประการอยู่ในช่วงระยะหนึ่ง จนแทบลืมไปว่า เมื่อยังเล็กนัก เราไม่ได้คาดหวังว่า เมื่อเติบใหญ่ขึ้น เราจะกลายเป็นคนที่อมทุกข์ และจมอยู่กับความเจ็บปวดยาวนานเช่นนี้
เมื่อวาน เป็นวันอาทิตย์ที่ผมขยันมาก เพราะตั้งแต่ปรากฏตัวขึ้นในโลกไซเบอร์ ก็แอบเข้าไปเขียนอะไรเล็กน้อยในบล็อกของคนที่คุ้นเคย หลังจากที่เอาแต่แอบอ่านอย่างเดียวมาพักใหญ่
แต่คำของหญิงสาวนักอ่านบล็อก ที่เรามักใช้เวลาร่วมทุกข์ในห้วงเศร้า ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในภาวะย่ำแย่ ก็ทำเอาจุก พูดอะไรไม่ออกไปพักใหญ่ แต่เมื่อปรับกระบวนได้ เราก็ได้แต่แลกคำถามกันไปมา จนแทบไม่มีใครตอบใคร แต่เมื่อคุยกันจนคลายใจ ก็หวังว่าหัวใจของเธอจะสบายดีขึ้นบ้าง
ตกบ่ายหญิงสาวอีกคนก็ถามผมด้วยคำถามที่หนักกว่าในช่วงเช้า
เธอว่า "ทำอย่างไรจะพ้นจากความเจ็บปวดที่ต้องเผชิญอยู่"
หนักหนาใช่เล่นใช่ไหมครับ
ไม่ง่ายเลย
แต่ทุกคนทำเหมือนราวกับว่าผมเชี่ยวชาญเหลือเกินในเรื่องเหล่านี้
และก็เผลอเข้าข้างตัวเองไปมากกว่าเดิมอีก
เมื่อได้อ่านบล็อกของเพื่อนร่วมโลกไซเบอร์ หญิงสาวอีกคน ที่มาเขียนความเห็น
ว่า คิดถึงผมเสมอในเวลาที่เศร้า
ผมคิดว่า หากไม่ได้เข้าข้างตัวเองมากมายนักหนา
คนที่คุ้นเคยกันมายาวนาน คงเป็นผมเป็นตราประทับของความเศร้าโศกเสียแล้ว
แต่ไม่เป็นไร วันนี้ระหว่างการเดินทาง และได้ฟังเพลงที่ชอบเหลือ อยู่ๆ ก็คิดถึงคำบางคำขึ้นมา
และก็ได้แต่หวังว่าหญิงสาวตาเปียกเหล่านี้ของผมจะสบายดีขึ้นบ้าง
หวังว่าสงกรานต์ที่ผ่าน แค่ถูกสาดน้ำให้ตัวเปียกและเย็นขึ้น แต่คงไม่ฝังน้ำไว้ในดวงตาคู่นั้นจนไม่มีวันแห้งเหือดไปเลย
--
ขณะเดียวกัน ผมได้เข้าไปอ่านไฮไฟของพี่สาวที่รักกันมาก
และเจอประโยคนี้
-- Pleasure is so close when we just turn our faces towards the sky.....
-- Joyfulness is so close when we just turn our ears to the rhythm of the winds.....
ยิ่งทำให้ผมฟื้นตัวขึ้นได้เร็วมากขึ้น
แค่ใครคนหนึ่งเดินจากชีวิตของเราไป
คงไม่มีคุณค่ามากพอที่จะทำให้เราสูญเสียทุกสิ่งไป โดยเฉพาะดวงตาที่มองเห็นความดีงามของโลกและคนรอบข้าง
ไม่เชื่อ ลองเงี่ยหูฟังเสียงลมที่มาพร้อมอากาศร้อนๆ นั้นสิครับ
เพราะผมเชื่อว่ามันกำลังปลอบประโลมหัวใจที่แตกหักแหว่งวิ่นนั้น
ให้ค่อยๆ กลับมาเต้น ช้า ช้า
คืนสู่ชีวิตในที่สุด
---
ผมว่าความดีงามของความเศร้าโศกมีอีกอย่างหนึ่ง
คือมันจะเป็นแรงบันดาลใจที่ดีเยี่ยมของการเขียน และเขียน
หลังจากที่ผมไม่ได้พยายามจะเขียนอธิบายอะไรนานมา
ก็พบว่าความเศร้านี่แหละที่ทำให้เราคิดอะไรออกตั้งเยอะแยะ
ขณะที่ความรักลวงๆ ประเภทนั้น จะมัวเมาเราด้วยภาพลวงตาประเภทที่เห็นสิ่งเลวร้ายสวยงามเกินจริงไปหมด
ตอนนี้กำลังตกหลุมรักเพลงนี้

If you want me ของ Marketa Irglova นางเอกหนังจากเรื่อง Once ครับ
นอกจากเนื้อหาชวนคิด และสงสารเหล่าหญิงสาวตาเปียกของผม
เพราะสิ่งที่พวกเธอต้องการไม่ใช่อะไรที่ดีงามเกินว่า การทำให้พึงใจ
และความรักที่ดี
แต่ก็คิดออกอีกอย่างว่า สำหรับผู้หญิงบางคน รักที่ดีเพียงใด อ้อมกอดที่อบอุ่นเพียงใด ก็คงไม่เพียงพอ
สำหรับเพลงนี้
ชอบวิธีการร้อง
ในอัลบั้ม Ost. Once
ผมชอบเพลงนี้มาก รองจากเพลง Lie ที่เนื้อหาโดนใจครับ
---
สุดท้ายได้แต่ฝากไว้ถึงบรรดาหญิงสาวตาเปียกของผม
ขอให้จงรักษาหัวใจเถิดครับ
มันอาจจะต้องใช้เวลาในการรักษาให้หาย
และอย่างที่โกวเล้งบอก ว่าคนเราจะเข้าใจทุกสิ่งได้ ต้องผ่านความเจ็บปวดอย่างยิ่ง
และอย่าไปนึกเสียดาย หากเราต้องเสียใจให้กับคนที่เรารัก ซึ่งไม่สมควรถูกรักสักนิดเดียว
อันนี้มาจากประสบการณ์ตรงกับตัวเองจริงๆ
หากเราทำดีที่สุดแล้ว และยังต้องเสียใจอยู่อีก ก็ไม่ต้องเสียดายครับ
เพราะคนที่ต้องเสียดายคือพวกเขาเหล่านั้น ที่ต้องสูญเสียคนดีๆ และรักดีๆ อย่างพวกคุณไปต่างหาก
เขาเป็นคนที่น่าสงสารที่สุด ที่ได้สูญเสียคนที่เขารักที่สุดไปแล้ว
ได้แต่ภาวนาให้พวกคุณหลับตาลงทุกคืนครับ
---
ปล. ระหว่างนี้ผมอยู่ในโหมด ฟังเพลงเศร้าให้ขาดใจ
พี่ที่ทำงานแนะนำเพลงให้ฟัง 2 เพลง
คือ เพลงที่ 1
http://www.tantee.net/board/user/attach/board_attach/benarin/0010000070003/tired.wma
และ เพลงนี้ เพลงที่ 2
http://www.tantee.net/board/user/attach/board_attach/benarin/0010000070004/nothing%20change.wma
พร้อมบอกว่า หากอยากรู้ว่าผู้หญิงที่รักจริง เวลาเสียใจจะเป็นอย่างไร ให้ฟัง 2 เพลงนี้
ลองฟังกันดูครับ