เมื่อสองสามวันก่อน
ระหว่างหาอะไรทำให้ผ่านพ้นคืนยากๆ
ผมเอาหนังที่ผมชอบมาดูซ้ำ
Alison Sudol on piano - photo from wikipedia
Almost Lover
Your fingertips against my skin
The palm trees swaying in the wind in my chase
You sang me Spanish lullabies
The sweetest sadness in your eyes
Clever trick
I never wanna see you unhappy
I thought you want the same for me
Goodbye my almost lover
Goodbye my hopeless dream
I'm trying not to think about you
Can't you just let me be?
So long my luckless romance
My back is turned on you
Should've known you'd bring me heartbreak
Almost lovers always do
We walked along a crowded street
You took my hand and danced with me
In the shade
And when you left you kissed my lips
You told me you'd never ever forget these images
No I'd never wanna see you unhappy
I thought you'd want the same for me
Goodbye my almost lover
Goodbye my hopeless dream
I'm trying not to think about you
Can't you just let me be?
So long my luckless romance
My back is turned on you
Should've known you'd bring me heartbreak
Almost lovers always do
I cannot go to the ocean
I cannot try the streets at night
I cannot wake up in the morning
Without you on my mind
So you're gonna and I'm haunted
And I bet you are just fine
I'll make it there
You walk right in and out of my life
Goodbye my almost lover
Goodbye my hopeless dream
I'm trying not to think about you
Can't you just let me be?
So long my luckless romance
My back is turned on you
Should've known you'd bring me heartache
Almost lovers always do
ตอนหนึ่งของหนัง มีนักแสดงรับเชิญ A Fine Frenzy (Alison Sudol) นักร้องหญิงชาวอเมริกัน
ที่นอกจากเป็นนักร้องแล้วยังแต่งเพลง และเล่นเปียโนเองด้วย
เธอร้องให้ผมฟังในหนัง แค่ 3 ประโยค
คือ ประโยคพวกนี้ครับ
...Goodbye my almost lover
Goodbye my hopeless dream
I'm trying not to think about you...
เพลงเพราะมากๆ (อย่างที่ได้ฟังกันอยู่นี้)
แล้วก็พลันให้คิดถึงหนังสือเรื่อง Love at first Read
ที่ผมชอบเขียนถึงเสมอ
นึกถึงประโยคหนึ่งในนั้นที่บอกว่า
"ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร โดยเฉพาะในสิ่งที่คาดหวังไม่ได้" หน้า 65
--
บ่ายวานนี้ระหว่างการเดินทางฝ่าแดดร้อน ลมแรง
ผมก็เห็นว่าวปลิว สะบัดพริ้วอยู่กลางอากาศ
มันดูหดหูสำหรับผมทันที ที่เมื่อแค่คิดว่า หากสายป่านเกิดขาด ด้วยสาเหตุใดก็ตาม
ว่าวนั้นคงลอยไปโดยไร้ทิศทางการควบคุม และมันคงจะถูกแรงลมทึ้งให้ฉีกขาด
เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็นึกถึงคำของโกวเล้งใน ฤทธิ์มีดสั้น
ที่แม้เรื่องยังไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้เริ่มต้น ก็นึกถึงตอนจบไปเสียทุกที
---
พลันผมก็คิดถึงหนังสือเรื่อง Café เสน่หา ที่อ่านไม่จบสักที
คำโปรยบนปกก็ชวนเศร้าใจเหลือเกิน
ผมคิดว่า ผมคงทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ที่จะให้ชีวิตของตัวเอง มีคนผ่านเข้ามาและเดินจากไป
มันน่าเจ็บปวดเกินไป เมื่อคิดอย่างคนที่เห็นแก่ตัวได้ดังนั้น
ก็ภาวนาให้ตัวเองอย่าได้ตกหลุมรักอีกเลย อย่าได้รักใครอีกเลยแม้สักครั้งเดียวจากนี้ไป
ผมว่ามันเลวร้ายน้อยกว่า เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า แล้วพบว่าหัวใจและความรู้สึกบอกกับตัวเองว่า
วันนี้ไม่รู้สึกรักใครสักคน
--
บ่ายเงียบเหงา และเพลงที่ดังก้องในหู ทำให้ผมคิดถึงชีวิตของเจ้าของร้าน Diner (Jeremy - Jude Law)
ใน My Blueberry Nights มากจริงๆ
เขาเปิดร้านรับลูกค้าเจ้าปัญหา เจ้าของความสัมพันธ์แตกหักหลายสิบหลายร้อยคน
มันมากพอที่ทำให้แก้วขนาดย่อมของเขาเต็มไปด้วยกุญแจห้องที่เจ้าของตั้งใจวางทิ้งไว้
ผมว่ามันน่าเศร้า เพียงแค่มีคนผ่านเข้ามาและผ่านออกไป พร้อมทั้งต้องรับรู้เรื่องราวที่แสนเจ็บช้ำของพวกเขาเหล่านั้นแล้ว
ยังต้องมีหัวใจที่ใหญ่โตพอที่จะปล่อยหญิงสาวที่รู้ตัวเองว่ารักให้จากไป เพื่อเดินทางค้นหาสิ่งที่อยู่ในใจของเธอเอง
--
มีหลายตอนที่ผมชอบมาก นอกจากภาพเหงา เรื่องกว้าง กว่ากว้าง
แต่ทำเอาเราหายใจไม่ทั่วท้อง
หว่อง การ์ ไว สำหรับผม เยี่ยมยอดเหมือนเคย
แม้ผมจะจำไม่ได้เลยว่าตัวเองในวัยที่อ่อนกว่านี้ ได้เคยดูหนังเขากี่เรื่อง
แต่ผมอ่านงานวิจารณ์หนังของเขาเยอะมากทีเดียว (ใครอาจจะบอกว่าอ่านเท่าไหร่ ก็ไม่เท่าการดูหนังของเขาจริงๆ แต่ผมกลัวเหลือเกินว่าตัวเองอาจจะตกอยู่ในภาวะซึมเศร้ายาวนาน จนรักษาไม่หาย)
ทั้งที่วันนี้เริ่มยิ้มได้แล้ว
--
ผมถามตัวเองเสมอตั้งแต่ดูหนังเรื่องนี้จบ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้วนมาคิดถึงหนังเรื่องนี้อีก
ผมจะต้องถามตัวเองว่า "เราจะต้องทำอย่างไรให้หัวใจใหญ่โตและกว้างขวางได้มากถึงเพียงนั้น"
การโทรไปตามหาเจ้าของโปสการ์ดที่ไม่แม้แต่จะเขียนที่อยู่ของเธอไว้
การเฝ้ามองความสัมพันธ์อย่างเยือกเย็น
การปลูกความรักของตัวเองลงในใจทุกวัน ทั้งที่รู้ดีว่า หญิงสาวคนนั้นอาจจะไม่มีหวนวันกลับคืนมา
การปลอบโยนเธอในวันที่เธอต้องการค้นหาคำตอบที่ยากแสนยากในคืนเปลี่ยวเหงา
ที่เขาบอกเธอว่า
"บางทีคนเราไม่จำเป็นต้องรู้ความจริงที่ทำร้ายหัวใจของเรา
เพียงแค่มองดูเค้กมากมายหลายชนิดในตู้โชว์ Blueberry Cheese Pie ไม่ได้ทำอะไรผิด
แต่คนซื้อแค่ไม่เลือกกินมันเท่านั้นเอง
ทั้งที่มันแสนจะอร่อย"
--
หรือ การเล่าที่มาของพวงกุญแจห้องพวกนั้นแต่ละพวง
ผมว่ามันน่าเศร้า แต่คนเขียนบทก็คิดได้งดงาม
เมื่อหญิงสาวถามเขาว่าเหตุใดเขาจึงไม่ทิ้งพวงกุญแจเหล่านั้นไปเสีย
เขาบอกกับเธอว่า
"เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทิ้งพวกกุญแจเหล่านั้นได้ เพราะเขาไม่ใช่คนที่มีสิทธิจะตัดสินใจว่าประตูพวกนั้นจำเป็นต้องปิดไปตลอดกาล มีเพียงเจ้าของกุญแจเท่านั้นที่จะต้องเป็นคนตัดสินใจ"
งดงาม ท่ามกลางความเปลี่ยวเหงา
---
เวลาที่ดูหนังเรื่องนี้ ผมรู้สึกว่า โลกนี้เหมือนไม่มีคนเหลือสักคน
ไม่เหลือใครเลย
ไม่ต่างจากความรู้สึกที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้
ไม่เจ็บปวด ไม่รวดร้าว ไม่เศร้าโศกเสียใจ
แต่โลกทั้งโลกนี้ดูกว้างเกินกว่าความเป็นจริง
และได้แต่หวังว่าการก้าวเดินแต่ละก้าวจากนี้ แม้จะช้า แต่ผมเชื่อว่าผมจะค่อยๆ ใช้ชีวิตต่อไปได้
โดยที่ผมจะเลิกแกว่งไกว
และฟุ้งซ่านกับเรื่องราว เรื่องต่อเรื่องอย่างนี้เสียที
เพราะเรื่องบางเรื่อง คนบางคน ก็ไม่ควรค่าให้เรานึกถึง
และแม้จะต้องพร่ำบอกตัวเองเช่นนี้ไปจนตลอดชีวิต
ผมก็ยินดีจะรับผลของมัน แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม
---
ท้ายที่สุด ผมยังคงเอาใจช่วยเหล่าหญิงสาวตาเปียกของผม
ขอให้วันนี้ไม่ยากลำบากเกินไปจนต้องเหนื่อยหมดแรง
หรือถ้ามันหมดก็ชาร์จบ่อยๆ ครับ
แม้ว่าช่วงนี้ประจุแบตเตอรี่ที่หัวใจของคุณจะหมดเร็ว เพราะเสื่อมไปกับการใช้งานหนักหนาตลอดช่วงที่ผ่านมา
แต่นั่นก็จะช่วยให้คุณได้สำรวจหัวใจของตัวเองนะครับ
ว่ายังเต้นอยู่ไหม แม้มันจะเบา จะช้า จนแทบสัมผัสไม่ได้
แต่มันก็จะผ่านไปครับ
ผมเชื่อเช่นนั้น และอยากให้พวกคุณเชื่อเช่นนั้นด้วย
--
จากผม ขี้แพ้ตลอดกาล
21.02 20 เม.ย.52