2009/Apr/20

 

 

เมื่อสองสามวันก่อน

 

ระหว่างหาอะไรทำให้ผ่านพ้นคืนยากๆ

 

ผมเอาหนังที่ผมชอบมาดูซ้ำ

 

Alison Sudol on piano - photo from wikipedia

 

Almost Lover

Your fingertips against my skin
The palm trees swaying in the wind in my chase
You sang me Spanish lullabies
The sweetest sadness in your eyes
Clever trick

I never wanna see you unhappy
I thought you want the same for me
Goodbye my almost lover
Goodbye my hopeless dream
I'm trying not to think about you
Can't you just let me be?
So long my luckless romance
My back is turned on you
Should've known you'd bring me heartbreak
Almost lovers always do

We walked along a crowded street
You took my hand and danced with me
In the shade
And when you left you kissed my lips
You told me you'd never ever forget these images
No I'd never wanna see you unhappy
I thought you'd want the same for me
Goodbye my almost lover
Goodbye my hopeless dream
I'm trying not to think about you
Can't you just let me be?
So long my luckless romance
My back is turned on you
Should've known you'd bring me heartbreak
Almost lovers always do

I cannot go to the ocean
I cannot try the streets at night
I cannot wake up in the morning
Without you on my mind
So you're gonna and I'm haunted
And I bet you are just fine
I'll make it there
You walk right in and out of my life

Goodbye my almost lover
Goodbye my hopeless dream
I'm trying not to think about you
Can't you just let me be?
So long my luckless romance
My back is turned on you
Should've known you'd bring me heartache
Almost lovers always do

 

ตอนหนึ่งของหนัง มีนักแสดงรับเชิญ  A Fine Frenzy (Alison Sudol) นักร้องหญิงชาวอเมริกัน

 

ที่นอกจากเป็นนักร้องแล้วยังแต่งเพลง และเล่นเปียโนเองด้วย

 

เธอร้องให้ผมฟังในหนัง แค่ 3 ประโยค

 

คือ  ประโยคพวกนี้ครับ

 

...Goodbye my almost lover
Goodbye my hopeless dream
I'm trying not to think about you...

 

เพลงเพราะมากๆ (อย่างที่ได้ฟังกันอยู่นี้)

 

แล้วก็พลันให้คิดถึงหนังสือเรื่อง Love at first Read

 

ที่ผมชอบเขียนถึงเสมอ

 

นึกถึงประโยคหนึ่งในนั้นที่บอกว่า

 

"ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร โดยเฉพาะในสิ่งที่คาดหวังไม่ได้" หน้า 65

 

--

 

บ่ายวานนี้ระหว่างการเดินทางฝ่าแดดร้อน ลมแรง

 

ผมก็เห็นว่าวปลิว สะบัดพริ้วอยู่กลางอากาศ

 

มันดูหดหูสำหรับผมทันที ที่เมื่อแค่คิดว่า หากสายป่านเกิดขาด ด้วยสาเหตุใดก็ตาม

 

ว่าวนั้นคงลอยไปโดยไร้ทิศทางการควบคุม  และมันคงจะถูกแรงลมทึ้งให้ฉีกขาด

 

เมื่อคิดได้ดังนั้น ก็นึกถึงคำของโกวเล้งใน ฤทธิ์มีดสั้น

 

ที่แม้เรื่องยังไม่ได้เกิดขึ้น ไม่ได้เริ่มต้น ก็นึกถึงตอนจบไปเสียทุกที

 

---

พลันผมก็คิดถึงหนังสือเรื่อง Café เสน่หา ที่อ่านไม่จบสักที

 

คำโปรยบนปกก็ชวนเศร้าใจเหลือเกิน

 

ผมคิดว่า  ผมคงทนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ที่จะให้ชีวิตของตัวเอง มีคนผ่านเข้ามาและเดินจากไป

 

มันน่าเจ็บปวดเกินไป  เมื่อคิดอย่างคนที่เห็นแก่ตัวได้ดังนั้น

 

ก็ภาวนาให้ตัวเองอย่าได้ตกหลุมรักอีกเลย  อย่าได้รักใครอีกเลยแม้สักครั้งเดียวจากนี้ไป

 

ผมว่ามันเลวร้ายน้อยกว่า เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้า แล้วพบว่าหัวใจและความรู้สึกบอกกับตัวเองว่า

 

วันนี้ไม่รู้สึกรักใครสักคน

--

บ่ายเงียบเหงา และเพลงที่ดังก้องในหู  ทำให้ผมคิดถึงชีวิตของเจ้าของร้าน Diner  (Jeremy - Jude Law)

 

ใน  My Blueberry Nights  มากจริงๆ

 

เขาเปิดร้านรับลูกค้าเจ้าปัญหา เจ้าของความสัมพันธ์แตกหักหลายสิบหลายร้อยคน

 

มันมากพอที่ทำให้แก้วขนาดย่อมของเขาเต็มไปด้วยกุญแจห้องที่เจ้าของตั้งใจวางทิ้งไว้

 

ผมว่ามันน่าเศร้า เพียงแค่มีคนผ่านเข้ามาและผ่านออกไป พร้อมทั้งต้องรับรู้เรื่องราวที่แสนเจ็บช้ำของพวกเขาเหล่านั้นแล้ว

 

ยังต้องมีหัวใจที่ใหญ่โตพอที่จะปล่อยหญิงสาวที่รู้ตัวเองว่ารักให้จากไป เพื่อเดินทางค้นหาสิ่งที่อยู่ในใจของเธอเอง

 

--

มีหลายตอนที่ผมชอบมาก นอกจากภาพเหงา  เรื่องกว้าง กว่ากว้าง

 

แต่ทำเอาเราหายใจไม่ทั่วท้อง

 

หว่อง การ์   ไว   สำหรับผม เยี่ยมยอดเหมือนเคย

 

แม้ผมจะจำไม่ได้เลยว่าตัวเองในวัยที่อ่อนกว่านี้ ได้เคยดูหนังเขากี่เรื่อง

 

แต่ผมอ่านงานวิจารณ์หนังของเขาเยอะมากทีเดียว (ใครอาจจะบอกว่าอ่านเท่าไหร่ ก็ไม่เท่าการดูหนังของเขาจริงๆ แต่ผมกลัวเหลือเกินว่าตัวเองอาจจะตกอยู่ในภาวะซึมเศร้ายาวนาน จนรักษาไม่หาย)

 

ทั้งที่วันนี้เริ่มยิ้มได้แล้ว

 

--

 

ผมถามตัวเองเสมอตั้งแต่ดูหนังเรื่องนี้จบ และเมื่อไหร่ก็ตามที่ได้วนมาคิดถึงหนังเรื่องนี้อีก

 

ผมจะต้องถามตัวเองว่า  "เราจะต้องทำอย่างไรให้หัวใจใหญ่โตและกว้างขวางได้มากถึงเพียงนั้น"

 

การโทรไปตามหาเจ้าของโปสการ์ดที่ไม่แม้แต่จะเขียนที่อยู่ของเธอไว้

 

การเฝ้ามองความสัมพันธ์อย่างเยือกเย็น

 

การปลูกความรักของตัวเองลงในใจทุกวัน ทั้งที่รู้ดีว่า หญิงสาวคนนั้นอาจจะไม่มีหวนวันกลับคืนมา

 

การปลอบโยนเธอในวันที่เธอต้องการค้นหาคำตอบที่ยากแสนยากในคืนเปลี่ยวเหงา

 

ที่เขาบอกเธอว่า

 

"บางทีคนเราไม่จำเป็นต้องรู้ความจริงที่ทำร้ายหัวใจของเรา

 

เพียงแค่มองดูเค้กมากมายหลายชนิดในตู้โชว์  Blueberry Cheese Pie  ไม่ได้ทำอะไรผิด

 

แต่คนซื้อแค่ไม่เลือกกินมันเท่านั้นเอง

 

ทั้งที่มันแสนจะอร่อย"

 

--

 

หรือ  การเล่าที่มาของพวงกุญแจห้องพวกนั้นแต่ละพวง

 

ผมว่ามันน่าเศร้า แต่คนเขียนบทก็คิดได้งดงาม

 

เมื่อหญิงสาวถามเขาว่าเหตุใดเขาจึงไม่ทิ้งพวงกุญแจเหล่านั้นไปเสีย

 

เขาบอกกับเธอว่า

 

"เขาไม่มีสิทธิ์ที่จะทิ้งพวกกุญแจเหล่านั้นได้ เพราะเขาไม่ใช่คนที่มีสิทธิจะตัดสินใจว่าประตูพวกนั้นจำเป็นต้องปิดไปตลอดกาล มีเพียงเจ้าของกุญแจเท่านั้นที่จะต้องเป็นคนตัดสินใจ"

 

งดงาม ท่ามกลางความเปลี่ยวเหงา 

---

 

เวลาที่ดูหนังเรื่องนี้  ผมรู้สึกว่า โลกนี้เหมือนไม่มีคนเหลือสักคน

 

ไม่เหลือใครเลย

 

ไม่ต่างจากความรู้สึกที่ผมเป็นอยู่ตอนนี้

 

ไม่เจ็บปวด ไม่รวดร้าว  ไม่เศร้าโศกเสียใจ  

 

แต่โลกทั้งโลกนี้ดูกว้างเกินกว่าความเป็นจริง

 

และได้แต่หวังว่าการก้าวเดินแต่ละก้าวจากนี้ แม้จะช้า แต่ผมเชื่อว่าผมจะค่อยๆ ใช้ชีวิตต่อไปได้

 

โดยที่ผมจะเลิกแกว่งไกว

 

และฟุ้งซ่านกับเรื่องราว เรื่องต่อเรื่องอย่างนี้เสียที

 

เพราะเรื่องบางเรื่อง คนบางคน ก็ไม่ควรค่าให้เรานึกถึง 

 

และแม้จะต้องพร่ำบอกตัวเองเช่นนี้ไปจนตลอดชีวิต

 

ผมก็ยินดีจะรับผลของมัน แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม

 

---

 

 

ท้ายที่สุด ผมยังคงเอาใจช่วยเหล่าหญิงสาวตาเปียกของผม

 

ขอให้วันนี้ไม่ยากลำบากเกินไปจนต้องเหนื่อยหมดแรง

 

หรือถ้ามันหมดก็ชาร์จบ่อยๆ ครับ

 

แม้ว่าช่วงนี้ประจุแบตเตอรี่ที่หัวใจของคุณจะหมดเร็ว เพราะเสื่อมไปกับการใช้งานหนักหนาตลอดช่วงที่ผ่านมา

 

แต่นั่นก็จะช่วยให้คุณได้สำรวจหัวใจของตัวเองนะครับ

 

ว่ายังเต้นอยู่ไหม  แม้มันจะเบา จะช้า จนแทบสัมผัสไม่ได้

แต่มันก็จะผ่านไปครับ

 

ผมเชื่อเช่นนั้น และอยากให้พวกคุณเชื่อเช่นนั้นด้วย

 

--

 

จากผม ขี้แพ้ตลอดกาล

 

21.02  20 เม.ย.52

 

ชื่อ: 
เว็บไซต์: 
คอมเมนต์:




smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry
ฟุ้ง ได้สวยมาก

คิดวัน กาลละครั้ง คุฯจะชนะ

:)
#1  by  aomlok- At 2009-04-21 10:45, 
คิดว่า กาลครั้ง คุณจะชนะ
:)
#2  by  aomlok- At 2009-04-21 10:46, 
เคยคิดเช่นกันว่า..
ถ้าต้องเจ็บปวดเพราะรัก..
ขอให้ไม่มีรักเลยดีกว่า..
ยอมเป็นคนไม่เคยมีใครรัก..
ดีกว่าโดนคนที่เรารักทำร้าย..
.
.
big smile
#3  by  1411 At 2009-04-21 10:57, 
เอาใจช่วยหญิงสาวตาเปียกทุกคน..
รวมถึงตัวเองด้วย..
ในบางขณะ...

การที่ยอมรับว่าตัวเองแพ้..
นับว่าเป็นชัยชนะอย่างหนึ่งนะคะ..

big smile
#4  by  เจ้าหญิงน้ำแข็ง At 2009-04-21 11:37, 
โลกของเราเหงาไม่เท่ากัน (มีคนบอกว่าทุกนาที..จะมีคนเหงา)
#5  by  jEn(a lOt lOst) At 2009-04-21 12:57, 
ดวงตาฉันไม่ได้ชื้นเปียกมาหลายวันแล้ว จนมาเจอเพลงนี้...

ก่อนหน้าที่จะเข้ามาอ่านเอนทรี่นี้ ฉันกำลังเขียนถึงหญิงสาวโศกเศร้า ที่กำลังถูกคนใกล้ชิดเยียวยาด้วยหนังเก่าซ้ำ

เมื่อคืนนี้ ฉันโทรหาเพื่อนคนหนึ่ง บอกกับเขาว่า
"ช่วยคุยกับฉันหน่อย ไม่งั้นฉันต้องโทรหาคนนั้นแน่ๆ"
แล้วพอวางหูก็ยังอดใจไม่ไหว ต้องส่งข้อความไปหาเขา

แปลกนะคะ การห้ามตัวเองไม่ให้คิดถึงใครสักคน ทำไมถึงได้เป็นเรื่องยากขนาดนั้น...

ดีขึ้นในเร็ววันนะคะคุณเบน
#6  by  นกไร้ขา At 2009-04-21 13:08, 
มีหลายสิ่งอยากจะเขียน มีหลายสิ่งอยากจะบอก ...
ช่วงเวลาที่เธอหายไปฉันมีเรื่องจะสารภาพ ...
ฉันว่าเวลาที่ไม่เห็นเธอยืนอยู่ตรงนี้
ฉันว่าเวลาที่ตัวหนังสือของเธอไม่ได้พูดเล่าเรื่องออกมา
ฉันว่าเวลาที่เสมือนว่าเธอจะไม่อยู่อีกต่อไปแล้ว ...


นั่นมันทำให้ฉันเศร้าอะ ... จริงๆ นะ ...


สำหรับฉัน
มันเศร้ามากกว่าอ่านเรื่องเศร้าใดๆ เลยหละเบน



ตอนที่เธอหายไป ... ฉันนึกกลัว กลัวว่า้เธอจะหายไปตลอดกาล
เพราะถึงแม้นจะเป็นเรื่องราวเจ็บปวดที่เธอพรั่งพรุออกมา
อย่างน้อยเธอก็ยังมีแรงอีกนิดที่จะเยียวยาวตัวเองโดยระบายออกมา
เวลาเธอหายไป ... ฉันกลัวว่านั่นหมายความว่าเธอหมดเรี่ยวแรงแล้ว




ฉันเห็นด้วยกับเธอที่ว่า ... ความเหงามันทำให้เราเขียนอะไรออกมา
ได้มากมาย ... เวลาไม่เหงาฉันรู้สึกเหมือนว่า ชีวิตฉันกระด้างขึ้นอีกนิดแล้ว


รู้ไหม ... ฉันรักความฟุ้งไหว ... เพราะมันทำให้เราอ่อนโยนขึ้นอีกหน่อย
จริงๆ นะ ... ความฟุ้งไหว มักสวยงามแม้บางทีมันจะเจ็บปวดอยู่บ้าง


ฉันเคยฟังเพลงนี้แล้ว ... Almost lover ...
ตั้งแต่แรกฟัง ถึง ณ.ขณะที่ฉันนั่งฟังจากเอนทรี่เธอตอนนี้
ฉันว่ามันเศร้า ... เสียเหลือเกิน ... เศร้าอย่างบอกไม่ถูก ...นะ
และนั่นมันก็ดึงดูดฉันเหลือเกิน ... ความเศร้าดึงดูดฉันได้ไม่ยาก



เพราะจริงๆ แล้ว เราทุกคนต่างมีมุมที่เป็นไอ้ขี้แพ้อยู่ด้วยกันทั้งนั้น
และฉันเป็นไอ้ขี้แพ้ และ ขี้แย ด้วยอีกตะหาก ...



เอาหละเบน ... ฉันดีใจที่ได้เห็นสวนอักษรของเธออีกครั้ง
ดีใจที่จิตวิญญาณและความรู้สึกของเธอยังอยู่ตรงนี้ ...
อยู่เป็นเพื่อนกันไปเรื่อยๆ นะเบน ... ภาวนาให้เธอ ...
อย่าจากไปไหนอีก ...



แบบนั้นมันโหวงเหวงในใจอะ




ปล. แต่ฉันชอบกิน Bluebery Cheese Pie มากเลยหละ

ปล. กำลังนึกถึงแรกๆ ที่ได้รู้จักกันบ้าง ไม่รู้จักกันบ้าง ... ฉันกำลังแก่ ๕๕๕


คิดถึง - เดิมๆ question
#7  by  la' mer At 2009-04-21 14:43, 
"ฉันไม่ได้คาดหวังอะไร โดยเฉพาะในสิ่งที่คาดหวังไม่ได้"

เชื่อไหมค่ะ พี่เบน มันช่างกระแทกหัวใจจริงๆ

เพราะตลอดเวลาที่ผ่าน หนูก็คิดเช่นนั้น

หากสิ่งใดไม่ได้เกิดมาจากเราเพียงผู้เดียว

หนูจะไม่อยากได้ ไม่อยากต้องการมันเช่นเดียวกัน

ไม่อยากได้ ไม่อยากที่จะรู้สึก

หากไม่พร้อมที่จะผิดหวังหรือเสียใจ


บางที รอยชื้นที่รอบดวงตาที่มีมากมาย ก็สอนให้เราปัดมันออกไป เปลี่ยนเป็น เศร้าเงียบๆ กับตัวเอง หรือหาอะไรมาดู มาฟัง เพื่อเป็นข้ออ้าง ว่าถ้าจะเสียใจ ก็ด้วยเหตุเพราะ ดูหรือฟัง ไม่ใช่เพราะความเสียใจที่ออกมาจากความเศร้าข้างในนี่เอง...

ความรู้สึกบางอย่าง กี่หมื่นพันวัน..ผ่านเลยไป
หาใช่จะลืมเลือนได้..

แต่ปัจจุบัน ก็เป็นสิ่งที่เราต้องอยู่อยู่ดี

ยังต้องหายใจ ยังต้องลุกขึ้นมาทำทุกสิ่งทุกอย่าง ราวกับว่ามันเป็นเรื่องปกติ...แม้ข้างในจะปวดร้าวเพียงใด



หนูว่า ไม่มีใครในโลก ไม่มีเรื่องเศร้าหรอค่ะ
และเห็นด้วยอย่างมากมายว่า ความเศร้า ความเสียใจ
เป็นสิ่งที่ทำให้เราเขียน เขียน เขียน และเขียนระบาย
อะไรๆ ได้ออกมาอย่างดี

แต่ที่สุดแล้ว หนูก็ยังเชื่อว่า "เราทุกคน มีสิทธิ์ที่จะมีความสุข"

ไม่ว่าจากสิ่งที่มี สิ่งที่เป็น สิ่งที่เราพบเจอในแต่ละวัน

อยากให้พี่เบน ผ่านพ้นเรื่องราวต่างๆ ด้วยหัวใจที่เข้มแข็งนะค่ะ

หากการเขียนเรื่องราวต่างๆ ที่มีถือได้เป็นความสุขอย่างหนึ่งแล้วล่ะก็

หนูก็ขอให้ความสุขจากการได้เขียนได้เล่านั้น เพิ่มเติมสะสมขึ้นในทุกๆวันนะค่ะ พี่

และก็ขอให้รู้ว่ามีใครอีกหลายๆ คนรออ่านด้วยความสุขด้วยเช่นกัน...

ดูแลตัวเองด้วยนะค่ะ

ปล.เพลงในเอ็นทรี่ที่แล้ว + คราวนี้ ทำให้รอยชื้นรอบดวงตาปริมๆ ออกมาทุกที โดยเฉพาะเสียของพี่ปานที่ร้องออก



ขันน้ำ ดอกมะลิ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ ปืนฉีดน้ำ
#8  by  finch At 2009-04-22 09:51, 
กี่คืนวันที่ผ่านพ้นไป...
บางคนกำลังเดินไปบนเส้นทางเดิมๆ
ในขณะที่บางคนโหยหาที่จะกลับไปเดินบนเส้นทางเดิมๆ

มันคงน่าเจ็บปวดจนกระทั่งยืนจะยืนไม่ไหว ไม่ต้องนึกถึงว่าจะต้องก้าวต่อไปอย่างไร
เมื่อความรู้สึกมันวิ่งไปถึงหัวใจเร็วกว่าสายฟ้าแลบ --- บอกกับเราว่า เรายืนอยู่ที่เดิม... ที่ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว

ความรู้สึกเปลี่ยนไป มุมมองเปลี่ยนไป
อ่อนแอลง สิ้นหวังลง อ้างว้างลง --- แต่โลกนี้กลับดูกว้างใหญ่ไพศาลมากขึ้นจนน่าใจหาย

เหมือนอีกเพียงแค่เรากระดิกเท้าอีกเพียงก้าวเดียว เราก็จะทยานขึ้นสู่อวกาศที่เวิ้งว้าง ไม่มีสิ่งใดที่มีความหมายต่อเรา กระทั่งตัวเราเอง

มันคือความรู้สึกตลอดระยะเวลาแค่หนึ่งสัปดาห์อันยาวนานที่ฉันหายไป ด้วยหวังว่าฉันจะได้พบกับสถานที่อันสุขสงบเล็กๆ ของฉัน --- แต่สิ่งที่ฉันได้พบคือทุกอย่างพังทลายไปแล้ว ตั้งแต่ฉันยังไม่ทันได้กระพริบตา

ฉันดิ่งลงถึงจุดต่ำสุด --- ความเบื่อหน่ายที่จะต้องมานั่งนึกถึงความตายทุกวี่วัน

ฉันเปิดเรื่องราวชีวิตของเบนจามิน บัตตั้น ดูอีกครั้ง --- เขายังคงทำให้ฉันอยากจะใช้ชีวิตเช่นเคย

ฉันเปิดอ่านหนังสือที่ตัวเองเคยเขียนขึ้นแท้ๆ แต่ไปสะดุดกับประโยคหนึ่งที่ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนเขียน (แถมตอนนี้ก็ยังจำไม่ค่อยแม่นทุกตัวอักษรนัก)

"เธอรู้ดีกว่าการใช้ชีวิต สำคัญมากกว่าการมีชีวิต แต่ในช่วงเวลาที่เหนื่อยหนักหนาเช่นนี้ เธอก็ขอประคองชีวิตที่มีอยู่ให้ได้ก่อนที่จะใช้มัน"


คุณเปิดหน้าต่างอยู่ไหม?
มีลมอะไรพัดผ่านมาบ้างหรือเปล่า?

คุณได้ทักทายกับสายลมครั้งสุดท้ายเมื่อไร?
ใช่สายลมวูบเดียวกับที่พาว่าวตัวนั้นให้ลอยขึ้นท้องฟ้าจนคุณรู้สึกเหงาไหม?

คุณเชื่อฉันไหม... ว่าสายลมวูบนั้น อยากจะกลับมาหาคุณอีกครั้ง และเห็นคุณยิ้มนะ


เพราะฉันเชื่อแบบนั้น... วันนี้ ฉันถึงยังแวะมาทักทายคุณได้อยู่ยังไงล่ะ
big smile
#9  by  Apostrophe_six: Romantic บริโภค At 2009-04-22 14:26, 
รู้มั้ยว่า นอกจากตัวหนังสือของคุณแล้ว

ฉันยังชอบอ่านตัวหนังสือของคนที่มาแสดงความคิดเห็นให้คุณอีกด้วย...

หลายคราที่ฉันทั้งยิ้ม และ ร้องไห้ เพราะถ้อยความเหล่านั้น

big smile
#10  by  * I'm Gray~~ At 2009-04-22 23:03, 
---
ฟังแล้ว คิดไม่ออกว่าจะเขียนอะไร

วันนี้ทำร้ายคนอื่น
รู้สึกถึงความมักง่ายของตัวเอง
ใจคนเรา ดวงนิดเดียว
ทำไมมันถึงซับซ้อนขนาดนั้น
ทำไมต้องค้นหา ต้องเรียนรู้กันยาวนานขนาดนั้น

บางทีมันอาจจะดีกว่า
ที่จะตื่นมาโดยที่รู้สึกว่า
ไม่มีใครรักเราเลย
เราก็จะไม่ต้องทำร้ายใครอีกเลย

ไม่เห็นคำนี้มานาน "แกว่งไกว"
ทำอย่างไรถึงจะ "นิ่ง" ได้อย่างใจคิดกันนะ --
#11  by  เหมียวเหมียว At 2009-04-23 09:14, 
เข้ามาอ่านตั้งแต่แรกแล้ว เพิ่งได้เม้นวันนี้
ซึ้งในความห่วงใยของคุณเหลือเกิน
ดวงตาของเราเปียก ในขณะที่หัวใจก็แกว่งไกว พยายามตะแคงหูฟังเสียงลมหายใจ มันยังดังอยู่ช้า ช้า ...

หวังว่าจะเข้มแข็งได้ในเร็ววัน
open-mounthed smile
#12  by  คนึงนิจ At 2009-04-23 17:29, 
หวัดดีค่ะพี่เบน

อยู่ดีๆก็เข้ามาอ่าน

จากที่ฉันเองห่างหายไปจากโลกเสมือนนี้นานพอดู

หวังไว้ว่าเมื่อกลับมา พี่จะสบายดีกว่านี้
#13  by  ปลายธาร (125.24.114.88) At 2009-04-23 19:41, 
อ่านรวม ๆ แล้วคิดถึงหลายอย่าง ... แต่รวม ๆ กันแล้วได้เรื่องโยงกันอย่างไม่น่าเชื่อ

love at first read คิดถึงหนัง CLoser

"if you believe in love at first sight, you never stop looking"

มาเห็นโปสเตอร์หนังที่มีจู๊ด ลอว์ ก็คิดถึงหนังมากขึ้นไปอีก

คาเฟ่เสน่หา แนะนำให้อ่านค่ะ เพราะชอบมาก อ่านแล้วระวังเป็นโรคตามหาเดอะรีดเดอร์มาอ่านนะ (หรืออ่านแล้ว)

big smile

ปล.ชอบบล็อกจัง ขอแอดนะคะ ชอบอ่านคอมเม้นท์บล็อกนี้ด้วย big smile
#14  by  ห้องนั่งเล่น* At 2009-04-24 08:07, 
เพลงเพราะมาก ขอบคุณนะจ๊ะ

ส่วนหนังสือ ก็อ่านแล้วเช่นกัน

ส่วนหนัง มันซ่อนตัวรอให้พี่มีเวลาหยิบมาดูค่ะ
พี่ว่ามันคงเศร้า ก็เลยแถไปเรื่อย ไม่ยอมดูค่ะ

มีความสุขนะจ๊ะ big smile

<< Home